สุนทรพจน์ โดย...อุทิศ เหมะมูล
นักเขียนรางวัลซีไรต์ปี 2009
ขอพระราชทาน กราบบังคมทูล ทราบฝ่าละอองพระบาท
ข้าพระพุทธเจ้า นายอุทิศ เหมะมูล
ขอพระราชทานพระราชานุญาติ กราบบังคมทูล กล่าวสุนทรพจน์
ด้วยคำสามัญ
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
เราเกิดมาจากไหน ถูกเลี้ยงดูอย่างไร
และเป็นอะไรในท้ายที่สุด
นี่คือคำถามสามัญที่เรียบง่ายตรงไปตรงมา
ทว่าในคำถามสามัญนั้นก็เข้มข้นไปด้วยนัยยะทางความหมายเชิงประวัติศาสตร์
มานุษยวิทยา และปรัชญาครอบคลุมอยู่ด้วย
แม้เกิดจากท้องของแม่ แต่หลายปีผ่าน
สาระมากมายไหลบ่ามาสู่คำถามสามัญนี้
ยิ่งเติบโตขึ้น
คำถามที่ว่าเราเกิดมาจากไหนยิ่งได้คำตอบที่กว้างไกลและเชื่อมโยงกันไม่รู้จบ
ใช่
“ข้าพเจ้าเกิดมาจากท้องของแม่”
แต่น่าเสียดาย
ข้าพเจ้าไม่อาจแบกรับความคาดหวังของครอบครัวไว้ได้
เพราะทุ่มโถมความหลงใหลให้กับศิลปะอย่างหมดหัวใจ
ด้วยตระหนักว่า ยังมีอีกด้านหนึ่งของชีวิต
คือด้านของการแสวงหาความเข้าใจในการสร้างสรรค์งานศิลปะ
ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านตัวอักษร
ว่าเราล้วนต่างมีอารมณ์และความรู้สึกนึกคิด
ดื่มด่ำความทุกข์ ไล่คว้าความสุข
และต่างแสวงหาความสงบในสันติสุขจากการมีชีวิตอยู่บนโลก
เหล่านี้แม่ข้าพเจ้าไม่ได้สอนตรงๆ แต่สอนอีกแบบ
แม่ชี้มือไปทางซ้าย
กะพริบตากับจิตวิญญาณส่งนัยให้ข้าพเจ้าไปทางขวา
แม่ทำอย่างนั้นเสมอมา ตอนนี้ข้าพเจ้ารู้แล้ว
นี่จึงให้คำตอบได้ว่า ข้าพเจ้าถูกเลี้ยงดูมาอย่างไร
ในชีวิตของข้าพเจ้า ยังมีผู้หญิงอีกคน
ผู้ซึ่งสนับสนุนและยืนหยัดเคียงข้างข้าพเจ้าตลอดแปดปีที่ผ่านมา
คนรักของข้าพเจ้า
คือผู้หญิงที่ถึงพร้อมด้วยสังหรณ์และสัญชาตญาณด้านศิลปะ
เธอมีความเป็นศิลปินมากกว่าข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าเป็นเพียงคนที่เขียนหนังสือได้
– ในวันเวลาที่ข้าพเจ้าไม่ถูกมองเห็น
เธอเห็นข้าพเจ้าเสมอมา –
ตอนนี้ผลงานของข้าพเจ้าถูกเห็น
จึงปรารถนาให้เห็นเธอด้วย
ท้ายที่สุด เธอคือคนที่บอกว่า
ข้าพเจ้าเป็นอะไรในปัจจุบันนี้
ฟังคล้ายกับว่า ข้าพเจ้าไม่เป็นตัวของตัวเอง
ไม่สามารถกำหนดและตั้งเจตจำนงได้เองว่าข้าพเจ้าคือใคร
ใช่ ข้าพเจ้าเป็นเช่นนั้น ตัวตนนี้มีแต่ร่างเปล่า
หัวใจของข้าพเจ้าฝากไว้ที่ผู้หญิงทั้งสองคน
ด้วยวิถีทางนั้น
ครรลองชีวิตแห่งความเป็นมนุษย์ไหลผ่านมาทางแม่
ศาสตร์และศิลป์อันเป็นปฐมฐานด้านศิลปะที่อุดมด้วยความลึกล้ำและยอกย้อน
ไหลผ่านมาทางเธอ
การพยายามตั้งคำถาม ทำความเข้าใจ และสังเคราะห์ชีวิต
ซึ่งตามติดมาด้วยโยงใยที่เกี่ยวพันอันไม่รู้จบของวัฏสงสารแห่งมวลมนุษย์
ส่งผ่านมาทางครรโภทรดังกล่าว ข้าพเจ้าจุติสองครั้ง
จากผู้หญิงสองคน ต่างสอนให้รู้จักรับและให้
ตอนนี้ข้าพเจ้าโตแล้ว
ถึงเวลาจะต้องตอบแทนภาพชีวิตทั้งมวลและศิลปะที่ประสิทธิ์ประสาทข้าพเจ้ามา
ด้วยวิถีทางที่ซื่อสัตย์และจริงใจ
และพลังศรัทธาต่อการมีชีวิตที่เร่าร้อนอยู่ในตัวข้าพเจ้า
วิธีเดียวเท่านั้นที่ข้าพเจ้าตอบแทนได้ดีที่สุด
– เขียนหนังสือ